บทที่ 14
Phylum
Arthropoda
Class Crustacea (Crustaceans)
14.1
ลักษณะทั่วไปของครัสตาเซียน
ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหัว (head), ส่วนอก (thorax)
และส่วนท้อง (abdomen) ส่วนหัวมีระยางค์ที่สำคัญ 5 คู่ ปล้องที่มี anal เรียกว่า
telson (caudal rami) ระบบขับถ่ายประกอบด้วย anternal or maxillary glands มีตา 2
ประเภทคือ nauplius eye อยู่กลางหัว 1 ตา และตารวม compound eye 1 คู่
อยู่ที่ด้านข้างของหัว ส่วนใหญ่สืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ (เพศผู้และเพศเมียแยกกัน)
การเจริญเติบโตมี 2 แบบคือ indirect และ direct development
โดยมากมีตัวอ่อนเรียกว่า nauplius larva พบว่ามีจำนวนครัสตาเซียนถึง
75,000 ชนิด (ลัดดา 2544 อ้างใน Meglitsch and Scharm, 1991)
14.2 การจำแนกหมวดหมู่ของครัสตาเซียน (Classification of
crustaceans)
การจำแนกหมู่ของครัสตาเซียนมีหลายระบบ
และการจำแนกได้พัฒนาไปเรื่อย ในที่นี้จะกล่าวถึงการจัดจำแนกตามระบบของ (Waterman
and Chace, 1960) ซึ่งสามารถจำแนกได้ 8 Subclass
ประกอบด้วย
1. Subclass Cephalocarida
2. Subclass Branchiopoda
3. Subclass Ostracoda
4. Subclass Mystacocarida
5. Subclass Copepoda
6. Subclass Brachiura
7. Subclass Ciripedia
8. Subclass Malacostraca
14.3 Subclass
Branchiopoda (Branchiopod)
ลักษณะทั่วไปของ Branchiopod
เป็นครัสตาเซียนขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในน้ำจืด ลำตัวแบ่งออกเป็น 3
ส่วน ส่วนอกและท้องมีฝา 2 ฝาคลุมเรียกว่า bivalved carapace
ส่วนหัวมีขนาดเล็ก มีตา 2 ประเภทคือ ตารวม (compound eye) 1 คู่ และตาเดี่ยว (ocellus)
1 ตา มีหนวด 2 คู่ (antennule antennae) มี head pores ซึ่งตั้งอยู่บน head shield
แผ่นแข็งที่ปกคลุมส่วนหน้าและด้านข้างของหัว มีระยางค์ขาอยู่ที่ส่วนอก 5-6 คู่
คู่ที่ 1 และ 2 ใช้ในการจับเหยื่อ ส่วนคู่อื่นๆ ใช้ในการว่ายน้ำ
ด้านหลังมีลักษณะเป็นช่องเรียกว่า brood chamber ใช้เป็นช่องเก็บไข่ (parthenogenetical
eggs และ resting eggs) ปลายสุดของส่วนท้องเรียกว่า postabdomen
มีหน้าที่ปัดอาหารที่มากเกินไปออกจากปาก มี claw 2 อันและมี basal spine แบ่งออกได้
3 อันดับ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงอันดับ (Order)
Diplostraca Suborder Cladocera (Water fleas) ได้แก่ ไรน้ำและไรแดง
Order Diplostraca
Suborder Cladocera (Water fleas)
ลักษณะทั่วไปของไรน้ำ
ลำตัวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหัว (head), ส่วนอก (thorax)
และส่วนท้อง (abdomen) อกและท้องมีฝา 2 ฝา (carapace) คลุมตลอด
หัวค่อนข้างเล็กและแยกออกจากส่วนอกไม่ชัดเจน บนหัวมีตา 2
ประเภททำหน้าที่รับแสงคือตาประกอบ (compound eye) 1 คู่ มีขนาดใหญ่ และตาเดี่ยว (ocellus)
มีขนาดเล็ก ไรน้ำส่วนมากมีหนวด 2 คู่
การสืบพันธุ์ (Reproduction)
การสืบพันธุ์ของไรแดงมีลักษณะพิเศษคือ
เวลาส่วนใหญ่ในรอบปีไรน้ำเพศเมียจะผลิตไข่ที่สามารถเจริญเป็นตัวอ่อนได้โดยไม่ต้องผสมกับสเปิร์ม
ตัวอ่อนจะเจริญเป็นเพศเมียชนิดที่เรียกว่า parthenogenesis female
ไข่ของไรแดงถูกเก็บไว้ใน brood chamber อยู่ที่ด้านหลังของลำตัว
ดังนั้นถ้าสภาวะแวดล้อมปรกติไรแดงส่วนใหญ่จะสืบพันธุ์แบบ parthenogenesis
และถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมเช่น อาหารขาดแคลน อุณหภูมิของน้ำเปลี่ยนแปลง ฯลฯ
ไรน้ำก็จะสร้างไข่ที่เรียกว่า ephippium egg หรือ resting eggs
สามารถทนต่อสภาวะแวดล้อมได้ดี การดองตัวอย่างและวิธีการศึกษา
ใช้ฟอร์มาลินความเข้มข้น 4% ดองตัวอย่าง ใช้กล้อง stereo zoom
ศึกษาตัวอย่างโดยวางตัวอย่างบน slide แล้วใช้ glycerin 2-3
หยดที่ตัวอย่างเพื่อไม่ให้ตัวอย่างแห้ง ตัวอย่างไรน้ำได้แก่ Fammily Daphniadae (Daphnia
sp.) และ Family Moinidae (Moina sp.) (รูปที่ 1; A)
14.4
Subclass Copepoda (Copepods)
ลักษณะทั่วไปของโคพีพอด
ลำตัวประกอบด้วยปล้อง 16-17 ปล้อง (ส่วนใหญ่มี 11 ปล้อง)
และแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเรียกว่า prosome และ urosome ส่วน prosome บนสุดเรียกว่า
frontal plate ประกอบด้วย head 1-5 ปล้องและ thorax 1-5 ปล้องแต่ละปล้องมีระยางค์ 1
คู่เรียกว่า pereiopods ซึ่งมักจะเชื่อมกัน (cephalothorax) มีตา 1 ข้าง ส่วนที่ 2
urosome (abdomen) เป็นส่วนท้ายของลำตัวประกอบด้วยปล้อง 1-2 ปล้อง มักแคบ
appendages มีทั้งหมด 11 คู่ มีลักษณะทั้ง 2 แบบคือ biramous และ uniramous
ส่วนหัวมีระยางค์ 5 คู่ (antennule, antennae, mandibles, maxillules, maxillae)
ส่วนอกมีระยางค์ 6 คู่ (maxilliped 1 คู่และ periopod 5 คู่) antennules
มีลักษณะเป็น uniramous ทำหน้าที่ในการทรงตัว ในเพศผู้หนวดคู่ที่ 1
มักจะเปลี่ยนรูปไปเพื่อใช้เกาะตัวเมีย antennae มีลักษณะเป็น biramous mandible
ทำหน้าที่บดอาหารประกอบด้วยฟันหลายซี่ maxillipeds เป็นขาอกคู่แรกมีลักษณะเป็น
biramous พัฒนารูปร่างเพื่อการกินอาหาร thoracic legs เป็นระยางค์อยู่ที่ปล้องอกมี
5 คู่ ซึ่ง 4 คู่แรกเป็นขาว่ายน้ำ (swimming legs) (รูปที่ 1; B)
ระยะการเจริญเติบโต (Developmental stage)
โคพีพอดเจริญเติบโตด้วยการลอกคราบ (metamorphosis) 10 ครั้ง
ตัวอ่อนมี 2 ระยะคือ
1. nauplius larva
2.copepodid larva
การสืบพันธุ์ (Reproduction)
โคพีพอดมีเพศผู้และเพศเมียแยกกัน (dioecious)
เพศผู้มีอวัยวะสืบพันธุ์ประกอบด้วย testis และ sperm duct
(เปิดออกนอกตัวที่ปล้องอกปล้องที่ 1)
ส่วนเพศเมียมีอวัยวะสืบพันธุ์ซึ่งประกอบด้วยถุงไข่ (egg sac) 1-2 ถุง, ท่อนำไข่ (oviducts)
2 ท่อ เปิดออกนอกตัวที่ genital opening ซึ่งอยู่ที่ปล้องท้องปล้องแรกและมีถุงเก็บสเปิร์ม
(sperm sac) 1 คู่
การจำแนกหมวดหมู่ (Classification)
Subclass Copepoda แบ่งออกได้ 3
Order ได้แก่
1. Order
Calanoida
2. Order
Cyclopoda
3. Order
Harpacticoida
![]() |
![]() |
| (A) | (B) |
รูปที่ 55 ไรน้ำและโคพีพอด (A) Daphnia
sp. (B) Calanus sp.
ที่มา: http://www.google.com
14.5
Subclass
Ostracoda (Ostracod, mussel or seed shrimp)
ลักษณะทั่วไปของออสตราคอด
ออสตราคอดมีฝาหุ้มลำตัว (bivalved
carapace) 2 ฝา ลำตัวมีรูปร่างกลมหรือรูปไข่ มีส่วนประกอบของ CaCO3
ลำตัวแบ่งเป็น 2 ส่วน คือส่วนหัวและลำตัว ขนาดลำตัว 1-7 มิลลิเมตร ส่วนหัวมีหนวด 2
คู่, mandible 1 คู่ และระยางค์คู่ที่ 4 (maxillules) แต่ละข้าง ประกอบด้วย
แผ่นเหงือกและก้านเหงือก ออสตราคอดมีตาหลายประเภท เช่นบางชนิดมีตาเดี่ยว 1
คู่ต่อข้าง บางชนิดมีตาประกอบ 1 คู่ ลำตัวสั้นไม่เป็นข้อปล้องถูกหุ้มด้วย carapace
มีระยางค์บนลำตัวมี 3 คู่ (รูปที่ 2)
การจำแนกหมวดหมู่ (classificatio)
ออสตราคอดแบ่งออกเป็น 4 อันดับ
1. Order Myodocopa
2. Order Cladocopa
3. Order Podocopa
4. Order Platycopa
![]() |
![]() |
| (A) | (B) |
รูปที่ 2 แสดงลักษณะของออสตราคอด (A)
โครงสร้าง (B) Cycloleberis sp.
ที่มา: http://www.google.com
14.6
Subclass
Malacostraca (Shrimplike form, Lobsters, Crabs)
ลัดดา (2543) จัดแบ่ง Subclass Malacostraca ได้ 3 superorder ได้แก่
1. superorder Peracarida (small malacostracean)
2. superorder Hoplocarida (mantis shrimps)
3. superorder Eucarida (krills, euphausids)
1. Superorder Peracarida (small malacostracean)
แบ่งออกได้ 4 อันดับ (Order) ได้แก่
1.1 Order Amphipoda (Amphipod)
แอมฟิพอดเป็นครัสตาเซียนที่มีขนาดเล็ก อาศัยอยู่ในทะเลและน้ำจืด
ส่วนใหญ่พบในทะเล มีความยาวลำตัวตั้งแต่ 2 มิลลิเมตร จนถึงมากกว่า 5 เซนติเมตร
แบ่งออกได้ 2 Suborder (ลัดดา, 2543) ได้แก่
- Suborder Gammariidea
แอมฟิพอดที่มักอาศัยอยู่ตามพื้น ลักษณะที่สำคัญคือ ส่วนหัวไม่เชื่อมกับปล้องอก
ปล้องที่ 2 maxilliped มี palp ขาอก (pereopods) เจริญดี coxal plate มีขนาดใหญ่
พบทั้งน้ำจืดและทะเลได้แก่สกุล Gammarus
- Suborder Hyperiidea
ดำรงชีวิตแบบแพลงก์ตอน ลักษณะที่สำคัญคือ ส่วนหัวไม่เชื่อมกับปล้องอกปล้องที่ 2
maxilliped ไม่มี palp coxae ขนาดเล็กและเชื่อมติดกับลำตัวได้แก่สกุล Hyperid
(รูปที่ 3; A-B)
1.2 Order Isopoda (Isopod)
ไอโซพอดเป็นครัสตาเซียนที่มักพบอยู่บนบก
ที่อาศัยอยู่ในน้ำมีน้อย และพบในทะเลมากกว่าในน้ำจืด (ลัดดา,
2543 อ้างตาม Hurley, 1961) ลักษณะลำตัวแบนจากบนลงล่าง
(depress) แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือส่วนหัว ส่วนอก และส่วนท้อง (รูปที่
3;
C-D) ส่วนหัวมี ลักษณะคล้ายโซ่ ขาปล้องอกและขา ปล้องท้องยื่นยาวออกด้านข้างลำตัว
ลำตัวไม่มี carapace คลุม ปล้องท้องปล้องสุดท้ายมักเชื่อมกับ telson มีหนวด 2 คู่
และมีตาแบบตาประกอบ 1 คู่ ลักษณะเฉพาะของไอโซพอดคือมีเหงือกอยู่ที่ท้องของลำตัว
การจัดจำแนกไอโซพอด แบ่งออกเป็น 8 Suborder (Barnes,
1968) ได้แก่
1. Suborder
Gnathiidea
ปล้องอกปล้องที่ 1 และที่ 7 เล็ก จึงเห็นเฉพาะปล้องอกเพียง 5 ปล้อง ไม่มีขาอกคู่ที่
8 ส่วนท้องเล็กและแคบกว่าส่วนอก เป็น parasite
ของปลาทะเลเช่น Gnathia
sp.
2.
Suborder Anthuridea ลำตัวยาวรูปทรงกระบอก
ปล้องท้องปล้องสุดท้ายไม่เชื่อมกับ ขาอกคู่แรกใหญ่
มีลักษณะคล้ายก้าม ขาที่ท้องคู่ที่ 1 เป็นแบบ operculum
ซึ่งคลุมขาคู่อื่นทั้งหมด
3. Suborder Flabellifera
ลำตัวแบนจากบนลงล่าง ปล้องอกบางปล้องอาจเชื่อมติดกัน
ปล้องท้องปล้องสุดท้ายเชื่อมกับ telson
uropod รูปร่างคล้ายพัด coxae
ขยายใหญ่เป็นแผ่นและอาจเชื่อมกับปล้องท้อง ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในทะเล เช่น
Limnoria, Cirolana, Bathynomus, Serolis, Sphaeroma
4. Suborder Valvifera
มีปล้องอกบางปล้องเชื่อมกับ coxae
บริเวณส่วนอกขยายใหญ่เป็นแผ่น exopod ของ
uropod เล็กหรือไม่มี endopod
พัฒนาเป็น operulum คลุมเหงือก พบเฉพาะในทะเล ได้แก่
Astacilla, Arcturus, Idotea
5. Suborder Asellota
ปล้องอกทุกปล้องเชื่อมติดกับ telson
เกิดเป็นแผ่นขนาดใหญ่ coxae ของอกไม่ขยายใหญ่เป็นแผ่น
uropod รูปพัด อาศัยอยู่ทั้งในน้จืดและในทะเล
6. Suborder Phreatoicidea
ปล้องอกไม่เชื่อมกัน ลำตัวแบนข้าง coxae ที่ส่วนอกเล็ก
uropod รูปพัด พบในน้ำจืดเช่น
Phreatoicus
7. Suborder Epicaridea เป็น
parasite ของครัสตาเซียนชนิดอื่น
8. Suborder Oniscoidea
ปล้องอกใหญ่เห็นชัด antennule เล็ก
coxae ขยายใหญ่เป็นแผ่นและเชื่อมติดกับลำตัว อาศัยอยู่บนบก
![]() |
![]() |
| (A) | (B) |
![]() |
![]() |
| (C) | (D) |
รูปที่ 3 ลักษณะทั่วไปของ Small
malacostracean (A-B) Amphipod (C-D) Isopod
ที่มา: http://www.google.com
1.3 Order Mysidacea (Mysids)
ลักษณะคล้ายกุ้ง ลำตัวยาวประมาณ 1.5-3.0 ซม. ส่วนใหญ่อยู่ในทะเล
กลางวันอยู่ตามพื้นและขึ้นมาที่ผิวน้ำตอนกลางคืน ลำตัวแบ่งเป็น 3 ส่วน มี carapace
หุ้ม (ไม่รวมปล้องอก 4 ปล้องสุดท้าย) มี rostrum ยื่นยาวออกไปด้านหน้าส่วนหัว
มีก้านตาและตาแบบตาประกอบ 1 คู่ มีอวัยวะที่ช่วยในการทรงตัวเรียกว่า statocyst
มีลักษณะคล้ายลูกปัดอยู่ที่โคนของ uropod ภายในมี statolith
ไข่เจริญอยู่ในถุงไข่เรียกว่า marsupium หรือ oostegite การจำแนกหมวดหมู่มี 2
Family คือ Family Lophogastridae และ Family Mysidae (รูปที่ 4; A-B)
1.4 Order Cumacea (Cumaceans)
อาศัยอยู่ตามพื้นในทะเล ส่วนหัวและอกขยายใหญ่
ส่วนท้องแคบมากและเรียวยาวด้านปลายเป็น uropod มี carapace
คลุมตัวด้านหน้ายื่นยาวออกไปเรียก false rostrum ส่วนใหญ่ไม่มีตาตัวอ่อนเจริญเป็น
postlarva เรียกว่า manca (รูปที่ 4; C-D)
2. Superorder Hoplocarida (Mantis shrimps)
Order Stomatopoda ลักษณะของกั้ง มี carapace
สั้นและเชื่อมติดกับปล้องแรกๆ ของส่วนอก ด้านหน้าของส่วนหัวเคลื่อนไหวได้ดี
ประกอบด้วย ตา ซึ่งมีก้านตา 1 คู่ ขาอกคู่แรกๆ
เปลี่ยนรูปไปเป็นส่วนประกอบของปากช่วยจับเหยื่อ ปล้องอก 3 ปล้องสุดท้ายและปล้องท้อง
6 ปล้องไม่มี carapace antennules มี scale ขนาดใหญ่และแบ่งเป็นข้อ 2 ข้อ
ตั้งอยู่บน exopod ขาอก 6 คู่แรกมีลักษณะเป็นก้าม คู่ที่ 2 ใหญ่มากคล้ายขาตั๊กแตน
pleopod มีลักษณะแบน ท้ายสุดของลำตัวเรียก telson uropod มีขนาดใหญ่และที่ขอบมีหนาม
ตัวอ่อนมี 2 ระยะคือ erichthus และ alima (รูปที่ 4; E-F)
3. Superorder Eucarida
ลัดดา (2543) จัดแบ่งออกเป็น 2 อันดับได้แก่
1. Order Euphausiacea (Euphausids /
krills)
2. Order Dacapoda ซึ่งแบ่งย่อยออกได้
2 suborder ได้แก่
2.1 suborder
Natantia (shirmps)
2.2 suborder
Reptantia (lobters และ crabs)
![]() |
![]() |
| (A) | (B) |
![]() |
![]() |
| (C) | (D) |
![]() |
![]() |
| (E) | (F) |
รูปที่ 4 Small malacostracean และ Mantis
shrimps (A-B) Mysids (C-D) Cumaceans (E) ตัวอ่อน Mantis shrimps ระยะ erichthus
(F) ตัวอ่อน Mantis shrimps ระยะ alima
ที่มา: http://www.google.com
3.1 Order Euphausiacea (Euphausids / krills)
ลักษณะทั่วไปของยูฟอร์สิด (รูปที่ 5; A)
ยูฟอร์สิดมีลักษณะคล้ายกุ้งไมสิด มีชื่ออีกอย่างหนึ่งคือ คริล (krills)
ลำตัวยาวประมาณ 1-5 ซม. carapace คลุม cephalothorax จนหมด มีเหงือก podobranchia/branchial
epipod มีออร์กาเนลล์สร้างสารที่ทำให้เรืองแสงได้ (photophore) ลำตัวแบ่งเป็น 3
ส่วนคือหัวมี 6 ปล้อง ส่วนอกมี 8 ปล้อง และส่วนท้องมี 7 ปล้อง
ส่วนหัวและอกรวมกันเรียกว่า frontal plate (เป็นรูปสามเหลี่ยม) ขอบด้านล่างของ
carapace เรียบหรืออาจมีหนามเล็กๆ 1-2 อันเรียกว่า lateral denticle
มีตาประกอบและก้านตา 1 คู่ ขอบของปล้องท้องมี pleura ยื่นไปด้านข้าง telson และ
uropod รวมกันเรียกว่า tail fan ช่วยว่ายน้ำของ euphausids มีระยางค์ทั้งหมด 19 คู่
ประกอบด้วย antennule 1 คู่, antennule 1 คู่, mandible 1 คู่, maxillae 2 คู่
pereopods 8 คู่ peopod 5 คู่ และ uropod 1 คู่ ไข่เจริญเป็นตัวอ่อนเรียกว่า
nauplius มี 3-4 ระยะ แล้วจึงลอกคราบ 4 ครั้งเรียกว่า calytopis (protozoea)
และเจริญเป็นตัวอ่อน furcilia (zoeae) และ cyrtopia (postlava) ในอ่าวไทยพบ 1
ชนิดคือ Pseudoeuphausia latifrons
3.2 Order Dacapoda (Shirmp, Lobster และ Crabs)
Dacapod ต่างจาก euphasid คือ ระยางค์อก 3 คู่แรกเปลี่ยนรูปเป็น
maxilliped ระยางค์อกอีก 5 คู่ เป็นขาซึ่งใช้เดินอาจเป็นก้ามมีขนาดใหญ่กว่าคู่อื่นๆ
เรียกว่า cheliped ส่วนหัวและอกรวมกัน เรียกว่า cephalothorax ด้านหลังมี carapace
หุ้ม ช่องว่างด้านหลังของ cephalothorax กับ carapace เป็นช่องเหงือก exopod ของ
maxilla ขยายใหญ่ส่วนใหญ่เป็นแพลงก์ตอนชั่วคราว (รูปที่ 59; B)
![]() |
![]() |
| (A) | (B) |
รูปที่ 5 แสดงลักษณะของ Superorder
Eucarida (A) Order Euphausiacea (krills) (B) Order Dacapoda (shirmp, lobster และ
crabs)
ที่มา: (A) ลัดดา, 2543 (B)
http://www.google.com
ลักษณะทั่วไปของ decapod
ลำตัวแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ cephalothorax กับ abdomen
cephalothorax มีระยางค์ภายนอก 3 กลุ่มคือกลุ่มที่ 1 ได้แก่หนวด 2 คู่
แบ่งเป็นข้อประกอบด้วย peduncle และส่วนที่เป็นเส้นยาว flagella กลุ่มที่ 2
ได้แก่ปากประกอบด้วยริมฝีปากบน, ริมฝีปากล่าง, กราม, maxillae 2 คู่และมี
maxilliped 3 คู่และกลุ่มที่ 3 ได้แก่ขาเดิน pereopod ซึ่งแบ่งเป็นข้อได้ 7 ข้อ
abdomen ประกอบด้วยปล้อง 7 ปล้อง ด้านข้างของส่วนท้องขยายใหญ่เรียกว่า pleura
แต่ละปล้องมีขาว่ายน้ำ 1 คู่ เรียกว่า pleopod ปล้องสุดท้าย (uropod)
พัฒนาเป็นแพนหาง tail fan เพศเมียมี thelylum ใช้เก็บ sperm เพศผู้มี petasma
อยู่ที่ขาอกคู่ที่ 1 การเจริญเติบโต Decapod ส่วนใหญ่เจริญเติบโตโดยการลอกคราบ
ตัวอ่อนมี 4 ระยะคือ nauplius, protozoea, zoea หรือ mysid และ postlarva
การจำแนกหมวดหมู่ (Classification) แบ่งออกได้
2 Suborder (ลัดดา, 2543)ได้แก่
1. Suborder Natantia (Shimps)
1.1 Tribe Penaeidea
มีระยะตัวอ่อนในกลุ่มนี้ดังนี้
Nauplius ----->
Protozoea ----->
Zoea -----> Postlarva
1. Nauplius จำนวนระยะนอเพลียสแตกต่างกัน
ลำตัวเป็นรูปไข่ มีระยางค์ 3 คู่ ลำตัวยังไม่แบ่งเป็นปล้อง ตัวอ่อนไม่กินอาหาร
ใช้เวลา 24-36 ชั่วโมงก่อนจะเติบโตสู่ระยะต่อไป (รูปที่ 6; A)
2. Protozoea ระยะนี้
ยังแบ่งย่อยออกเป็น 3 ระยะได้แก่
ระยะ
Protozoea ที่ 1 เป็นระยะที่เริ่มมี carapace
ส่วนอกแบ่งเป็นปล้อง ส่วนท้องเริ่มแบ่งเป็นปล้อง
ระยะ
Protozoea ที่ 2 แพนหาง (telson) แยกเป็น 2 แฉก มี rostrum เริ่มมีตา
แต่ยังไม่ทำงาน antennule ยาว และเริ่มแบ่งเป็นปล้อง
ระยะ
protozoea ที่ 3 ปลายหนวดมีขน 2 เส้น มีซิตียาว 3 เส้น เริ่มมี maxillule, maxillae
และ maxiliped ส่วนของ uropod เริ่มเกิดขึ้นในระยะนี้ (รูปที่ 6; B)
3. Zoea หลังจาก protozoea
แล้วลอกคราบ 3 ครั้ง ตัวอ่อนจะเข้าสู่ระยะโซเอีย (รูปที่ 6; C) สามารถแบ่งออกได้ 3
กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 Peaeus, Parapeneaus ตัวอ่อนมีรูปร่างยาวเรียว ตัวไม่งอ carapace
มี rostrum ขอบด้านล่างของโคน rostrum มีฟันในระยะโซเอียระยะสุดท้าย
ส่วนท้องมีหนามขนาดเล็กบนด้านหลังของปล้อง 3 ปล้อง มีขาที่ท้องเกิดขึ้นทุกคู่
กลุ่มที่ 2 Solenocera ลำตัวหนาเทอะทะ ทั้ง carapace และ abdomen
มีหนามขนาดเล็กจำนวนมากอยู่บนด้านหลัง rostrum ไม่มีหนามบนด้านหลัง telson เว้าลึก
เหงือกขนาดใหญ่ ขาที่ท้องเกิดขึ้นทุกคู่
กลุ่มที่ 3 Gennadas ลำตัวหนาเทอะทะ abdomen โค้งงอมากจนเกือบทำมุมฉากกับอก
rostrum ยาวมาก และไม่มีหนามที่ขอบด้านหลัง telson แคบแยกเป็น 2 แฉก
4. Postlarva
ระยะนี้หนามบนอกและส่วนท้องลดขนาดลงหรือหายไป telson มีรูปร่างคล้ายในตัวเต็มวัย (adult)
ระยางค์ทุกคู่มีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัย ขาไม่มี exopods pleopod มีขนยาว
ตามีก้านยาว
1.2 Tribe Caridae
ลักษณะตัวอ่อนในกลุ่มนี้สรุปได้ดังนี้
- prezoeal telson มีหนามข้างละ 6 อัน
- rostrum รูปทรงกระบอกหรือแบนข้าง
- antennal scale เป็นปล้องในระยะที่ 1
และ endopod มี apical seta 1 เส้น
- mandibular palp
เกิดในระยะสุดท้ายของตัวอ่อน
- maxillule
ไม่มี exopod endopod แบ่งออกเป็น 2 ข้อ
- endopod
ของ maxilla ไม่แบ่งเป็นข้อ บางครั้งอาจมีขนาดเล็ก
- maxillipeds 3
คู่ทำหน้าที่ทันทีที่ตัวอ่อนฟักออกจากไข่
- maxillipeds
1 มี coxa และ basis
ใหญ่และแบน endopod เล็กมี 4 ข้อ
![]() |
![]() |
| (A) | (B) |
|
|
![]() |
| (C) | (D) |
![]() |
![]() |
| (E) | (F) |
รูปที่ 6 Dacapod (A) nauplius
(B) protozoea (C) zoea (D) phyllosoma larva (E) ciripede nauplius (F) cypris
larva
ที่มา: (A-D) ดัดแปลงจาก (ลัดดา, 2543), (E-F) ลัดดา (2543) อ้างใน Meglitsch and
Schram, (1991)
2. Suborder Reptantia (Lobsters, Crab)
ลัดดา (2543) จัดแบ่งออกได้ 5 Tribe ได้แก่
2.1 Tribe
Nephrosidea มีตัวอ่อน 3 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 มี
rostrum ใหญ่ แต่ไม่มี supraorbital
spines แต่หนามนี้จะเกิดในระยะที่ 2 ปล้องท้องปล้องที่ 3-5 มี
dorsal spine หนามบนปล้องที่ 4 และ 5 ยาวมาก
และโค้งงอไปทางด้านข้าง pleura แหลม ปล้องท้องปล้องที่ 6
มี dorsal spine ยาว 1 คู่ telson
แคบรูปวงเดือน ยาว 4/5 ของความยาวลำตัว
ระยะที่ 2 มีลักษณะเปลี่ยนจากระยะที่ 1
เล็กน้อย pleopod เริ่มเกิดบนปล้องที่ 2-5
ระยะที่ 3 เกิด
uropod และ pleopod ทุกคูและมีขนยาว
2.2 Tribe
Scyllaridae ตัวอ่อนมีชื่อว่า Phyllosoma (รูปที่ 6; D)
แบ่งออกได้ 3 ระยะ
ระยะที่ 1
ลำตัวแบนและใส carapace เหลื่อมไปบนปล้องของ
maxilliped 3 ท้องเล็กและยังไม่แบ่งเป็นปล้อง ไม่มี
telson ตารูปลูกแพร์และยาว แต่ยังไม่เป็นก้าน
antennule ไม่เป็นข้อ antenna
มี endopod ไม่เป็นข้อ exopod
เป็นเพียงหนามขนาดเล็ก และไม่เป็นพู ขาอกคู่ที่ 1-3 เริ่มพัฒนาและมี
exopod แต่ exopod
ของขาคู่ที่ 3 ไม่มีซีตี
ระยะที่ 2 ตามีก้านตา
abdomen ขยายใหญ่ขึ้นเล็กน้อย และ
uropod เริ่มเป็นพู 2 พู maxillule มี
endopod เล็ก
ระยะที่ 3
abdomen ใหญ่ขึ้น มีลักษณะคล้ายตัวเต็มวัย exopod
ของ maxilla มีขนยาว 1 เส้น
maxilliped 1 เริ่มมี exopod แต่ไม่มีซีตี
ตัวอ่อนระยะก่อนเป็นตัวเต็มวัย (postlarval stage)
มีลักษณะใกล้เคียงกับตัวเต็มวัย (adult)
มาก ต่างกันตรงที่ ตัวอ่อนระยะนี้ carapace
ไม่มีร่องและหนาม แต่จะมีสันที่ด้านข้าง (lateral ridge)
2.3 Tribe Thalassinidae (Anomuran)
พบใน ครอบครัว Galatheidae และ Porcellanidae
ซึ่งมีลักษณะสรุปได้ดังนี้
- ระยะตัวอ่อนมี 4 ระยะ
- rostrum
ยาว ไม่แบนหรือเป็นจัก
- carapace
ยาวแหลม ทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ขอบของหนามยาว ด้านหลังเป็นจัก
- antennule
ไม่แบ่งเป็นข้อ
- มีหนามใหญ่อยู่บน
basis ของ antenna endopod มีหนามขนาดเล็ก
- ระยะสุดท้ายของตัวอ่อนมี
palp บน mandible
- endopod
ของ maxillule ไม่เป็นข้อ หรือมี 2 ข้อ
- maxilliped
1-2 มี basis ยาวกว่า coxa endopod
มีซีตี
- maxilliped
3 เล็กในระยะตัวอ่อนที่ 1
- ไม่มี pleopod
บนปล้องท้องปล้องที่ 1
- ด้านหลังมีซีตีสั้น 2 เส้น
ระยะสุดท้ายมีหนาม 4 อันยาวกว่าอันอื่น
2.4 Tribe Paguridae
มีลักษณะตัวอ่อนสรุปได้ดังนี้
- rostrum
ไม่แบนหรือเป็นจัก
- carapace
มีก้านซึ่งเป็นหนามและโค้งลง ขอบไม่เป็นจัก
- ปล้องท้องมักเรียบ แต่ขอบอาจมีฟัน
ปล้องที่ 5 มี lateral spine 1 คู่
- spine
ของ telson อันที่ 4 ใหญ่ที่สุด และเชื่อมกับ
telson ส่วนอันที่ 2 ลดขนาดลงเป็นขน
- mandible
ของตัวอ่อนระยะสุดท้ายมี palp
- endopod
ของ maxillule มี 3 ข้อ
- exopod
ของ maxilla ยาวและมีซีตี
- endopod
ของ uropod เล็กมาก
- มี pleopod
เพียง 2-3 คู่
2.5 Tribe Brachyura (True crabs)
- ตัวอ่อนมี 5 ระยะ
- บน carapace
มี spine ยาวที่ด้านหลัง ที่ด้านข้าง
และที่ด้านหน้า
- abdomen
มีปุ่มบนปล้องที่ 2-3 ปล้องที่ 3-5 มี lateral spine
- telson
เป็นปากส้อม ขอบนอกมีหนาม 3 อัน
- exopod
ของ antenna ยาว 1/2 ของหนาม
- endopod
ของ maxilla เป็น 2 พู
- endopod
ของ maxilliped 2 เป็นข้อ 3 ข้อ
14.7
Subclass
Cirripedia (Barnacles)
เพรียงจัดเป็นแพลงก์ตอนชั่วคราว (meroplankton)
ในระยะที่เป็นตัวอ่อนเท่านั้น ส่วนตัวเต็มวัยเกาะอยู่กับที่ ตัวอ่อนเรียกว่า
ciripede nauplius ตัวอ่อนมีลักษณะพิเศษคือ carapace เป็นรูปสามเหลี่ยม มีระยางค์
3 คู่คือ antennules, antennae และ mandibles ลอกคราบ 6-7 ครั้งจะเป็นตัวอ่อนระยะ
cypris มี 2 ฝาหุ้มลำตัวจนมิด ลงเกาะกับพื้นโดยใช้ antennules เติบโตแบบ
metamorphosis จนเป็นตัวเต็มวัย (รูปที่ 6; E-F)
![]()